ในโลกของการทำงาน
ผมมักได้ยินใครต่อใคร มองภาพความสำคัญของงานของหน่วยธุรกิจ
อันดับแรกๆก็คงหนีไม่พ้นส่วนสร้างรายได้ และส่วนบริหาร
 
แต่บางครั้งก็คงจะเคยได้ยินใครต่อใครปรามาส
หน่วยงานเราว่าเป็นหน่วยงานสนับสนุน
 
ผมเจ็บมาก ที่ได้ยินคนในองค์กรพูดว่า
HRเป็นหน่วยงานใช้เงิน เป็นหน่วยงานที่ไม่สร้างรายได้ให้กับองค์กร
 
 
ภาพที่สายตาคนมองว่าคนทำงานอย่างเราคือการเรียกคนมาพูดคุย นั่งวางมาด
 
ผมคงต้องขอแย้งว่า
 
ถ้าธุรกิจไม่มีทรัพยากรมนุษย์ หน่วยงานก็คงขับเคลื่อนต่อไปไม่ได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะำไปพูดอะไรกับใคร มันต้องมีข้อมูลไปนั่งยัน นอนยัน ว่าฉันน่ะ ไม่ได้มานั่งอู้นะเฟ้ย
 
ผมขอยกตัวอย่างเครื่องชี้วัดการทำงานของ recruiter คืออะไีร
 
 
คือการมีผู้สมัครงานเข้ามากรอกใบสมัครเท่าไหร่?
จำนวนสัมภาษณ์ สัดส่วนผู้สมัครและจำนวนที่รับคิดเป็นอัตราส่วนเท่าไหร่?
สามารถมีการว่าจ้างได้เท่าไหร่ เฉลี่ยวันละ x คน เทียบเป็นรายเดือน รายไตรมาส เทียบกับปีปัจจุบันและข้อมูลในอดีต
 
เช่นการคิดประสิทธิภาพการว่าจ้าง ของรีครูทฝ่าย เทียบเดือนสิงหาคมปี 2010 กับปี 2011
 
เช่นว่าสามารถมีการว่าจ้างตก 14 คน/เดือน มากกว่าปีที่แล้ว เฉลี่ย 0.48 คน/ เดือน ยอดเพิ่มขึ้นกี่ %
แต่งบประมาณที่ใช้ เพิ่ม/ลด xเท่าไหร่
ช่องทางการรับคน ช่องทางไหนรับคนได้เป็นสัดส่วนคิดเป็นกี่ %
ใช้เวลาในการปิดรับคนเท่าไหร่
 
ที่สำคัญอัตราส่วน turnover ของพนักงานใหม่เท่าไหร่
 
โอ้ยยยย นั่งเก็บข้อมูลไปตอบนายนี่ก็เหนื่อยเนอะEmbarassed
 
 
 
วันนี้ผมได้เจอกระทู้หนึ่งน่าสนใจครับ
 
"อยากทราบว่า ถ้าหากบ.ที่คุณไปสมัครงาน โทรมาเช็คบ.ที่คุณกำลังทำงานอยู่นั้น แล้วคุณจะคิดอย่างไร"
 
ในฐานะคนทำงาน HR ขอบอกได้เลยครับว่าในมุมผู้สมัครงานผมเข้าใจครับ
 
แต่ในมุมของ Recruiter คือผมกำลังช่วยคุณ(และองค์กร)อยูู่่ครับผม
 
 
ปกติแล้วการเช็คประวัติผู้สมัครงานจากที่ทำงานเก่า แน่นอนเราเช็คอยู่แล้วครับ
แล้วแต่วิธีการ จะเช็คจากเพื่อนของเพื่อน เช็คจากfacebook เช็คทางโทรศัพท์
ขอบตอบได้เลยว่าเราเช็คเป็นบางเคส บางตำแหน่ง บางกรณี
ปกติไม่ทำหรอก เสียเวลาทำงาน จนท.รีครูท Embarassed
 
ต้องเข้าใจก่อนว่าหน้าที่ HR (Recruiter) เป็นผู้คัด"สรรหา" "คัดเลือก" และ"คัดสรร"
บุคลากรเข้าไปทำงานให้กับองค์กร หรือลูกค้า(นายจ้าง) 
การโทรไปเช็คตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ปกติจะหมายถึงการทำงาน 2 หน้าที่หลักๆ
1.เป็นการคัดกรองว่าผู้สมัครมีคุณภาพจริงๆ (ปกติจะเช็ควิธีการนี้กับ ตำแหน่งงานสูงๆ)

2. ถ้่า recruiter ถูกชะตาใคร เอ้ย เจอใครที่เหมาะสม
หน้าที่ Recruiter คือต้อง"ขาย" ผู้สมัครคนนี้ให้ได้ (ทำไงก็ได้ให้นายจ้างรับน่ะแหล่ะ)
และการเช็คนั่น หมายถึงว่าทาง Recruiter อาจจะส่งให้ต้นสังกัดหรือ line manager พิจารณา

ยกตัวอย่างเคสนะครับ
1. ส่งพิจารณาให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณา เช่น GM VP ฯลฯ เราจะเช็คให้ละเอียดนิดนึง เพราะถือเป็น"นายระดับสูง"
2. ต้นสังกัดแจ้งมาว่าให้ขอเช็ค เพิ่มเติม อันนี้ไม่น่ามีนะครับ ถ้ามีก็น่าตำหนิว่าเราเก็บงานไม่เรียบร้อยนะ
3. คุณสมบัติผู้สมัครไม่ถึง เช่นรับ ป.ตรี ผู้สมัครบอกว่าเคยทำงานด้านนี้ มีประสบการณ์เท่านี้ปีการโทรไปเช็คกับที่ทำงานเก่า จะได้เป็นนํ้าหนักเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับทางผู้สมัคร 
 
เป็นต้นครับผม
 
 
นอกจากนี้ยังมี
 
Blacklist หรือแบล๊คลิส แหมแปลตรงตัวก็ติดบัญชีดำ 555
 
หน่วยงาน Recruit มักจะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่คัดกรองผู้สมัครเข้าทำงานแน่นอนว่าในองค์กรใหญ่ๆ มักจะมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ประวัติการลงโทษพนักงานซึ่งบางเคสจะไม่มีการรับพนักงานกลับเข้ามาทำงานอีกและแน่นอนว่าประวัติมักจะถูกคีย์บันทึกเข้าระบบ Oracle database
แล้วส่งข้อมูลแชร์กับบริษัทในเครือ และบริษัทพันธมิตร

แน่นอนว่าสำหรับบางองค์กร เช่นองค์กรธุรกิจคู่แข่งแน่นอนว่่าข้อมูลมักจะไม่แชร์กัน !!!
แต่ถึงข้อมูลไม่แชร์กัน แต่เชื่อไหมว่าข่าวสาร HR จะไปไวมาก
(สมมติจริงๆนะ)สมมติว่าวันที่ 10.1.54 บ.xxxx สมมติว่าเป็นบริษัทคู่แข่งล่ะกันให้พนังงานออกด้วยเคสที่รุนแรงแน่นอนว่าในไม่เกินสัปดาห์ ทางบริษัทเราจะรับทราบ หน่วยงาน HR (recruiter)จะได้รับแจ้งว่าให้พิจารณาตรวจสอบพนักงานที่ออกจากบริษัท xxxx เป็นกรณีพิเศษ
แน่นอนว่า recruiter เองก็อยากได้คนมาปิดยอด Vacancy ไวๆก็จะโทรตรวจสอบกับ HR บริษัืทนั้นๆ

และแน่นอนว่าร้อยละเก้าสิบเก้า บ.คู่แข่ง จะไม่เปิดเผยข้อมูลพนักงานที่ลาออก (ว่าด้วยสาเหตุอะไร)ส่วนมากจะเปิดเผยแค่ 1.เคยทำงานจริงหรือไม่ อายุงานเท่าไหร่2.ได้เงินเดือนล่าสุด xx จริงหรือไม่ <<< บางบริษัทไม่ตอบนะครับ)


และแน่นอนอีกเช่นกัน
HR เราก็ได้รับการปลูกฝังว่า เราต้องปกป้องพนักงานเราแม้คนที่ลาออกถ้ามี HR จากบริษัทอื่นโทรมาสอบถามประวัติพนักงานบริษัทเรา สิ่งที่เราทำได้คือการตอบคำถาม ตามคำถามอย่างเดียว และเป็นคำถามปลายปิด
คุณจะได้ยินเสียงเพื่อน HR ด้วยกันบอกว่า "ผมบอกยืนยันได้แค่ว่าพนักงาน xxxx xxxxxxxxx เลขประจำตัวประชาชน ตามข้อมูลที่คุณแจ้งมาได้ทำงานบริษัทเราจริงตามระยะเวลาที่คุณสอบถาม ส่วนเรื่องรายละเอียดเรื่องอื่นและสาเหตุการลาออก เราถือเป็นความลับของทางบริษัท ทางเราไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลได้ครับ"


แต่แน่นอนอีกเช่นกัน ถ้าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันสอบถามข้อมูลพนักงานที่ลาออกเค้าบอกทุกอย่างแม้กระทั่งเกรดประเมินปลายปีกันเลยทีเดียว 
 
 
ฺฉะันั้นพิมพ์สรุปมายืดยาว
ไม่ต้องกลัว HR มาเช็คที่ทำงานเก่า เรื่องที่ว่าคุณจะทำงานไม่ดีหรอกครับ
 
HR อยากรู้แค่ว่าคุณเคยทำงานจริงรึเปล่าแค่นั้นแหล่ะ
ส่วนข้อมูลอื่นน่ะ  เราไม่ใช้"วิธีโทร"เช็คให้เสียเวลาเราหรอกครับ ฮ่าๆ 
(ส่วนจะเช็คทางวิธีไหน ก็ว่ากันอีกเรื่องครับ)
 
วันนี้สรุปมาอัพทีเดียว 3-4 entry
ถ้ายังไง โอกาสหน้าจะมาเล่าเรื่อง Priority ของงาน recruiter กัน ฮ่าๆ 

edit @ 8 Aug 2011 00:25:52 by behindthemoon

จากสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้ตั้งกระทู้
"เรื่องเล่าชีวิต HR เวอร์ชั่นไร้สาระสุดๆ"

http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B10603359/B10603359.html


ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี(เกินกว่าที่คิด)

ผมเลยอยากมาเล่าเรื่องราวแปลกๆประหลาด
ในการทำงานของ HR (recruiter) ภาคต่อครับ smile
 
 
 
เรื่องไม่แปลก กับโทรศัพท์ HR


อย่างที่บอกว่าชีวิตหนุ่ม HR มักจะต้องอยู่กับโลกแห่งการสื่อสาร
HR ตำแหน่ง Recruiter ส่วนมากตามองค์กรจะแจกโทรศัพท์ให้
Recruiter ใช้ฟรีเอาไว้โทรหาสาวๆ
ถ้าถามถึงความหรูหรา ส่วนมากจะเป็น nokia รุ่นปาหัวหมา ฮ่าฮ่าฮ่า

แต่บางองค์กรก็ให้มือถือระดับ Hi-End ใช้อย่างเช่น Smartphone เช่นพวก HTC ....
ประหนึ่งว่า HR ต้องเป็นหน้าเป็นตาให้องค์กร


เบอร์ส่วนมากจะโทรฟรีช่วงเวลา xx.xxน - yy.yy น. (เป็นเบอร์กลุ่ม จดทะเบียนในองค์กร)
และแน่นอน ว่าไม่มี HR หน้าไหนเอาเบอร์ส่วนตัวลงประกาศในป้ายผ้าไวนิล
หรือลงประกาศทางอินเตอร์เน็ตแน่

แน่นอนว่าชีวิตก็หนีไม่พ้นกับโทรศัพท์
เสาร์ อาทิตย์หยุดอยู่บ้าน บางทีมีลูกค้า (คู่ค้าในองค์กร) โทรมาแจ้งคนขาดด่วน โอ้ ฉิบ
บางทีแคนดิเดตโทรเข้ามาเที่ยงคืน เป็นงงมาก (แต่ก็รับ)




บางครั้งที่อึ้งยิ่งกว่าคือมีสำนักงานเครดิตแห่งชาติ (บูโร) โทรมาแจ้งว่า
"ค่ะ สวัสดีคุณ...."
"ทางเราโทรจากสำนักงานเครดิตแห่งชาติ (บูโร) "
"ท่านมียอดค้างชำระบัตรเครดิต xxxบาท "


อืมมมม เรียกชื่อเราถูกต้อง มุกมาคุ้นมากมาย
ว่าแต่ เราไปสมัครไว้ตอนไหนฟร่ะ
และทำไมโทรมาเบอร์นี้ล่ะ -*- 
 
 
 
 
e-mail กับ HR

แน่นอนครับ
โลกยุคปัจจุบัน การไม่มี E-mail ใช้ ก็เปรียบเสมือนไม่มีเครื่องมือทำงาน
เพราะงาน HR จะว่าเป็นงานธุรการเอกสาร ก็ไม่เชิง


ทุกวันเราต้องง่วนกับการดูเอกสาร การอ่านเรซูเม่ให้ตาแฉะ
e-mail ยอดนิยมของเราก็คงจะหนีไม่พ้น Lotus Note
ซึ่งจะเป็นไม้เบื่อไม้เมามาก กับเรซูเม่บางคนที่ส่งพอร์ตมาเต็มยศ

อย่างเช่นพวกตำแหน่งสายงานกรากฟิกเป็นต้น คุณน้องท่านส่งportfolio แบบจัดเต็ม
พี่ชอบครับ แต่คอมพี่ไม่ชอบ 555


และที่ผมสงสัยอย่างนึง ทำไมพวกธุรกิจขายตรง ขายประกัน ทำไมถึงชอบส่งมาเมล์ HR จังครับ =_="


และฮาครับ บริษัทคู่แข่งระดับประเทศของ บ.ผม (ซึ่งเป็นบริษัทไม้เบื่อไม้เมากันมานาน)
บางทีก็เปรี้ยวส่งเมล์รับสมัครงาน /ประชาสัมพันธ์ขององค์กรเค้ามายังเมล์ Recruitment ของบริษัทเราซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งอันดับหนึ่ง
แหมไอเราจะส่งประชาสัมพันธ์รับสมัครคนกลับไปบ้างก็เกรงใจ
กลัวเค้าจะรู้ความลับ รู้ทางส่งคนมาสปายเราแทน

บางทีก็เป็นสีสันดีครับ : ) 
 
 
"ผมลืมชื่อคุณ"


ในวันๆนึงที่เราต้องติดต่อคนมากมาย
บางครั้งแน่นอนว่าเราไม่สามารถจำชื่อคนได้ทั้งหมด

บางทีผมโทรไปหาคุณตอนสิบโมงเช้า (ใช้มือถือofficeโทร) แคนดิเดตปิดเครื่อง



ถ้าผมเลิกงานแล้วกลับบ้านตอนสามสี่ทุ่ม คุณโทรกลับมา
บางทีผมอาจจะเอ๋อ คุณเป็นใคร


เอ่อ ชื่อไรนะครับ -"- .... 
 
 
 
เข้าใจผิดนึกว่าแฟน + หึง





อย่างว่าครับ ว่ามักมีกระทู้ในพันทิพห้องสีลมบอกว่าเดี๋ยวนี้โทรศัพท์ HR
เค้าไม่้ใช้เบอร์ 02-xxx-xxxx แล้วเหรอ

ครับ HR บางคนจะมีเบอร์โต๊ะ (ส่วนมากก็ Recruiter)
HR บางคนจะเป็นเบอร์โต๊ะแยก แต่เวลาโทรออกไปหาแคนดิเดตจะขึ้น Private (คุ้นๆกันไหม)
หรือบางบริษัทอาจจะตั้งให้เป็นเบอร์รวมอย่างเช่น 02 10x-xxxx (คุ้นๆเบอร์กันไหมเนี่ย - -")
HR บางคนประจำสาขา HR บางคนรับผิดชอบ Regional

ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นการใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือ
ซึ่งจะมีข้อดีคือ Recruiter ไม่จำเป็นต้องนั่งเย้าเฝ้าออฟฟิศเหมือนคนทำเงินเดือน
ที่สำคัญโทรศัพท์มือถือสมัยนี้สามารถแจ้งกลับได้ด้วยว่าคุณสามารถติดต่อได้ตอนไหน

เพราะกว่า30-40% ส่วนมาก HR โทรหาแคนดิเดตแล้วมักพบว่าผู้สมัครปิดเครื่อง


แต่ข้อเสียของการใช้มือถือก็อย่างว่าแหล่ะครับ คือการขาดความน่าเชื่อถือ
มีอยู่บ้างที่บางครั้งผมโทรไป แคนดิเดตเข้าใจว่าผมเป็นกิ๊กเค้า มาอำเล่น
คุยมาซะเรียกตัวเอง เล่นมุกซะหวานเยิ้ม

"เธอเปลี่ยนเบอร์อ่ออ เอาเบอร์ใครมาใช้เนี่ยยยย" ครับ งงครับ

ที่แรงยิ่งกว่าคือมีการโทรกลับจากแฟนหนุ่มของเจ้าของเบอร์ครับ ว่าไอนี่เป็นใคร
บ้างก็โทรมาเช็ค ที่หนักก็มีโทรมาอาละวาด เอิ่มมมมมม ปวดตับ -___-"

"ซึ่งรีครูทอย่างผมก็ไม่เข้าใจครับ เราทำงานของเราดีๆ ไปทำอะไรให้ใครเข้าใจผิด
ต้องทะเลาะกัน

ซึ่งผมสัญญากับตัวเองถ้าสักวันผมมีโอกาสได้แฟนเป็นตัวเป็นตนกับเค้า
ผมคงจะไม่เสียมารยาท แอบหยิบโทรศัพท์ของแฟนมากดเช็คแบบนี้หรอกครับ
"ผมว่าการกระทำแบบนี้มันดูเหมือนเป็นการแสดงออกถึงความไม่เชื่อใจคนที่เรารักเลย" smile

ฉะนั้นนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า Recruiter ไม่ควรโทรเกินเวลาหลังหกโมงครับ
(แต่แหม บางทีก็เำพิ่งไ้ด้มีเวลาโทรนัดแคนดิเดตตอน1ทุ่มหนิ)

edit @ 8 Aug 2011 00:00:31 by behindthemoon